กทม. ชี้แจงเรื่องร้องเรียนประจำวันที่ 9 ม.ค. 2563


1.ดูแลรักษาความสะอาดสถานีรถไฟฟ้าและภายในขบวนรถสม่ำเสมอ            

                             นายพานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) กทม. เปิดเผยกรณีผู้โดยสารที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีเขียว (ส่วนต่อขยาย) ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่-คูคต ตั้งข้อสังเกตพื้นสถานีรถไฟฟ้าที่เพิ่งเปิดให้บริการจำนวน 4 สถานี มีคราบฝุ่นปูน ผงดินทราย ตกค้างจากการก่อสร้างจำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทำความสะอาดและตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนเปิดใช้งานว่าสจส.ได้ประสานบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าว ซึ่งได้รับแจ้งว่าบริษัทฯ มีมาตรการในการดูแลรักษาความสะอาดของระบบขนส่งมวลชนด้วยการทำความสะอาดภายในขบวนรถไฟฟ้าทุกวันหลังปิดให้บริการ สำหรับในช่วงเวลาการเดินรถหากพบบริเวณใดสกปรกจะทำความสะอาดทันที ส่วนนอกขบวนรถหลังจากเข้าจอดรถทุกวันจะสลับเวลาการทำความสะอาดวันละประมาณ 7-8 ขบวน/สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีการทำความสะอาดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าโดยมีพนักงานทำความสะอาดประจำสถานีละ4 คน และจะขัดล้างพื้นด้วยเครื่องเดือนละหนึ่งครั้ง อย่างไรก็ตาม สจส. ได้กำชับบริษัทฯ ให้ตรวจสอบและดูแลรักษาความสะอาดบริเวณสถานีรถไฟฟ้าและภายในขบวนรถอย่างสม่ำเสมอ

 

 

2. เปิดคลินิกมลพิษทางอากาศใน รพ.สังกัด กทม. - จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกให้บริการในพื้นที่เสี่ยง

                   นายสุขสันต์ กิตติศุภกร ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์(สนพ.)กทม. กล่าวตามที่ www.airvisual.comรายงานคุณภาพอากาศทั่วโลกและจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษแบบเรียลไทม์ ซึ่งกรุงเทพฯ อยู่ในลำดับที่ 4 ของโลก โดยมีค่าฝุ่นอยู่ที่ 180 US AQI ว่าสนพ. ได้เฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ฝุ่นละอองPM2.5ทั้งรายวันและรายสัปดาห์พร้อมรายงานข้อมูลผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคที่อาจมีสาเหตุจากฝุ่นละออง อีกทั้งได้สั่งการให้เปิดคลินิกมลพิษทางอากาศที่โรงพยาบาลตากสิน ในวันจันทร์และวันอังคาร โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ในวันพุธ และโรงพยาบาลกลาง ในวันพฤหัสบดีระหว่างเวลา 13.00 - 15.30 น. เพื่อให้คำปรึกษาและนำไปสู่การรักษาพยาบาล ขณะเดียวกันได้เปิดสายด่วนสุขภาพสำนักการแพทย์ โทร.1646 บริการตอบปัญหาและให้คำปรึกษาเรื่องโรคที่มีสาเหตุจากฝุ่นละออง ตลอด 24 ชั่วโมง หรือหากต้องการปรึกษาแพทย์จะประสานต่อไปยังศูนย์บริหารราชการฉับไว ใสสะอาด (Bangkok Fast & Clear :BFC)ของแต่ละโรงพยาบาลในสังกัด กทม. เพื่อนัดพบแพทย์พร้อมจัดตั้งคลินิกมลพิษทางอากาศออนไลน์ ผ่านเพจของสำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้ให้ข้อมูลด้านสุขภาพแก่ประชาชน รวมถึงผลิตชุดความรู้เรื่องฝุ่น PM2.5 ในรูปแบบอินโฟกราฟิกและวิดีโอคลิปเผยแพร่ผ่าน Facebook Fanpage สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานครตลอดจนบูรณาการความร่วมมือกับสํานักอนามัย กทม. และสถาบันอาชีวเวชศาสตร์กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ในด้านวิชาการและการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจากฝุ่นละอองPM2.5

                   ผู้อำนวยการสำนักการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนั้น ได้ให้คำแนะนำแก่ประชาชนในการปฏิบัติตน หากอยู่ในพื้นที่ที่มีปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 สูงที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้สูงอายุสตรีมีครรภ์เด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี ผู้ที่มีปัญหาในโรคทางเดินหายใจ หรือมีโรคประจำตัว ผู้ที่ทำงานในที่กลางแจ้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปริมาณ PM 2.5 มากกว่า 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ควรหลีกเลี่ยงการทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกไปกลางแจ้งควรสวมใส่หน้ากากอนามัย และไม่อยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

                   นายชวินทร์ ศิรินาค ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. กล่าวว่า สนอ. ยังได้เตรียมพร้อมแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยในสถานการณ์ที่มีค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับไม่เกิน 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ได้ให้ความรู้ในการป้องกันและดูแลตนเองจากภัยหรืออันตรายที่เกิดจากฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน แก่ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงเฝ้าระวังติดตามเป็นพิเศษในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง เด็ก ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจและหลอดเลือด และหญิงตั้งครรภ์ ส่วนในสถานการณ์ที่มีค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐานมากกว่า 50 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร บุคลากรของศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. และอาสาสมัครสาธารณสุข จะให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากฝุ่นละอองแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง และเมื่อค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก อยู่ในระดับ 50 - 75 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร จะออกหน่วยแพทย์และสาธารณสุขเคลื่อนที่ จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ รวมทั้งจะติดตามเยี่ยมผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเมื่อค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก อยู่ในระดับ 76 - 100 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ติดต่อกัน 3 วัน

 

 

3. ทำช่องจอดรถจักรยานยนต์บริเวณทางแยกจัดระเบียบรอสัญญาณไฟจราจร

                   นายพานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กทม. กล่าวตามที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เสนอให้ภาครัฐทำ “ช่องทางพิเศษเฉพาะรถจักรยานยนต์” ว่า ที่ผ่านมา กทม. ได้วางมาตรการเพิ่มความปลอดภัยและความคล่องตัวของการจราจร ประกอบด้วย การติดตั้งป้ายแนะนำการใช้ช่องทางเดินรถร่วม ชนิดแขนยื่นเหนือผิวจราจรในถนนสายต่าง ๆ จำนวน 100 ป้าย การปรับเพิ่มพื้นที่ความกว้างช่องทางด้านซ้าย และบีบช่องจราจรด้านขวา เพื่อเพิ่มพื้นที่ให้ช่องรถจักรยานยนต์ รถจักรยาน ใช้ร่วมในช่องด้านซ้ายของถนนสายต่าง ๆ ได้ปลอดภัยมากขึ้น จำนวน 19 สาย และจัดระเบียบพื้นที่ในการรอสัญญาณไฟจราจร โดยจัดทำช่องจอดรถจักรยานยนต์บริเวณทางแยก เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการจราจร ซึ่งปัจจุบันได้จัดช่องจอดรถจักรยานยนต์แล้วเสร็จ จำนวน 43 ทางแยก และในเดือน มี.ค. 2563 จะจัดทำเพิ่มอีกจำนวน 12 ทางแยก รวมเป็น  55 ทางแยก

                   ด้าน นายไทวุฒิ ขันแก้ว ผู้อำนวยการสำนักการโยธา (สนย.) กทม. กล่าวว่า สนย. มีแผนการตรวจสอบการชำรุดและความปลอดภัยของพื้นผิวจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ ทุกเส้นทางเพื่อบำรุงรักษาตามวงรอบทุกๆ 15 วัน หากพบการชำรุดเป็นหลุมบ่อจะจัดหน่วยซ่อมเข้าดำเนินการทันที ขณะเดียวกันหากตรวจสอบพบฝาบ่อพักมีสภาพชำรุดทรุดตัว ไม่เรียบเสมอกับพื้นผิวจราจรจะจัดซ่อมชั่วคราว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับประชาชนผู้ใช้เส้นทาง รวมทั้งประสานแจ้งหน่วยงานเจ้าของบ่อพัก เช่น สำนักการระบายน้ำ การไฟฟ้านครหลวง เพื่อดำเนินการจัดซ่อมถาวรต่อไป

 

 

4. เตรียมกำหนดรายละเอียดทดลองเดินรถShuttle Bus3 เส้นทาง

                   นายพานุรักษ์ กลั่นนุรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) กทม.กล่าวกรณีกทม.เตรียมทดลองเดินรถ Shuttle Bus เพื่อเป็นขนส่งระบบรอง (Feeder) ป้อนคนเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนหลัก โดยมีผู้ตั้งข้อสังเกตบางเส้นทางมีรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. และรถโดยสารของเอกชน(รถสองแถว)วิ่งให้บริการอยู่แล้วทั้งยังมีระยะทางที่สั้นมากว่าสจส. ได้เตรียมความพร้อมเปิดทดลองเดินรถ Shuttle Bus ใน 3 เส้นทางแรก ได้แก่1) สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (สายใต้ใหม่) เขตตลิ่งชัน - สถานีรถไฟฟ้า BTS บางหว้า 2) ศาลาว่าการ กทม.2 ดินแดง- สถานีรถไฟฟ้า BTS สนามเป้า 3) ชุมชนเคหะร่มเกล้า - สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ ลาดกระบังขณะนี้อยู่ระหว่างร่วมกับภาคเอกชนกำหนดรายละเอียดการให้บริการเดินรถใน 3 เส้นทาง ทั้งแนวเส้นทางจุดจอดรับ-ส่งผู้โดยสาร ความถี่ของรอบการเดินรถที่เหมาะสมในช่วงเวลาต่าง ๆ ที่จะไม่ก่อให้เกิดปัญหาการจราจรรวมถึงการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่าง กทม. กับภาคเอกชน ในการดำเนินโครงการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

                   ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง กล่าวต่ออีกว่า สำหรับการกำหนดเส้นทางให้บริการเดินรถ Shuttle Bus กทม. คำนึงถึงเส้นทางเดินรถในปัจจุบันที่ประชาชนยังไม่สามารถเดินทางมายังระบบขนส่งมวลชนระบบรางได้สะดวก (Missing Link)ดังนั้น เส้นทางต่าง ๆ ที่กำหนดไว้จึงหลีกเลี่ยงการทับซ้อนกับเส้นทางการให้บริการเดินรถโดยสารประจำทางหลักและรถสองแถว อีกทั้งจุดจอดรถ Shuttle Bus เป็นจุดจอดเฉพาะที่ไม่เกี่ยวข้องกับจุดป้ายหยุดรถโดยสารประจำทาง แต่จะมีจุดจอดรับ-ส่งผู้โดยสารเฉพาะจากต้นทาง ได้แก่ ชุมชน สถานที่ราชการต่าง ๆและปลายทาง ได้แก่ สถานีรถไฟฟ้าขณะเดียวกันในช่วงเปิดทดลองให้บริการจะมีการเก็บข้อมูลปริมาณผู้โดยสารทั้งจากต้นทางและปลายทาง รวมถึงจัดทำแบบประเมินความพึงพอใจและข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการ เพื่อนำมาเป็นฐานข้อมูลในการดำเนินโครงการ ตลอดจนการขยายเส้นทางการเดินรถให้ครอบคลุมการใช้บริการของประชาชนต่อไป