ขันลงหินบ้านบุ


ขันลงหินบ้านบุ

แหล่งทำขันลงหินในประเทศไทยนั้น มีอยู่แห่งเดียว คือที่ตำบลบ้านบุ อำเภอบางกอกน้อย บริเวณข้างวัดสุวรรณาราม ริมคลองบางกอกน้อย ปัจจุบันนี้คือ ย่านหลังที่ว่าการเขตบางกอกน้อย   การทำขันลงหินเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนอย่างหนึ่ง บ้านที่ทำขันลงหินซึ่งอยุ่ใกล้กันในละแวกนั้นมีกว่าร้อยครอบครัว เล่ากันว่า ครอบครัวทำขันลงหินนี้ต้นตระกูลสืบมาจากอยุธยา เมื่อกรุงแตกก็อพยพกันเป็นหมู่มาอยู่ที่บางลำภูเป็นแหล่งแรก แล้วย้ายมายังบ้านบุจนปัจจุบัน

พระพุทธเจ้าหลวงเคยเสด็จประพาสบ้านบุตรัสว่า "พวกนี้ดี อยู่กับไฟ แต่ไม่เคยมีไฟใหม้ " ด้วยการหลอมเนื้อขันนั้นต้องใช้ไฟจากเตาสูบซึ่งลุกโพลงอยู่ตลอดเวลา เขาปลูกเป็นโรงหลังคาสูง มีเตาสูบ 1-3 เตา ใช้คนชักสูบให้ไฟแรงสม่ำเสมอ ช่างหลอม และ ช่างตีนั้นต้องนั่งล้อมวงอยู่ข้างกองไฟตลอดเวลา ช่างพวกนึ้จึงแทบจะไม่รู้จักร้อน หนาว และ ทั้งที่โรงเรือน สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ จะเป็นเชื้อไฟได้อย่างดี แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่าไฟจะสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกเขาเลย เข้าทำนองอยู่กับไฟก็ต้องรู้จักเล่นกับไฟ

ใช้โลหะที่จะหลอมเป็นเนื้อขัน ซึ่งสมัยก่อนเข้าใช้ทองที่นำมาจากเมืองจีน เรียกว่าทองม้าล่อ ต่อมาเราผสมได้เองที่เรียกว่าเล่นแร่แปรธาตุ ก็เลยเรียกทองม้าล่อมาตลอด ปัจจุบันเขาใช้ทองแดงผสมดีบุก กับ เศษทองที่เหลือจากขัน เช่น เศษตะไป และ จากขันเก่า เชื่อกันว่าเนื้อทองม้าล่อแต่เดิมก็ยังอยู่มาจนทุกวันนี้   เพราะเขารับซื้อเศษขันลงหินเก่า ๆ ซึ่งมีกลับมายังบ้านบุทุกวัน เนื้อเดิม หรือ ธาตุขันลงหินเดิมจึงมีผสมอยู่ในขันลงหินทุกใบ เขายังเรียกเศษทองที่ใช้ผสมรวมกับดีบุก และ ทองแดงนี้ว่า ทองม้าล่อ อยู่ เนื้อขันลงหินจึงมีโลหะสามอย่างผสมกัน คือ ทองแดง ดีบุก และ ทองม้าล่อเท่านั้น จะมีอย่างอื่นปนด้วยไม่ได้เด็ดขาด เช่น ถ้ามีทองเหลืองปนแม้แต่นิดเดียว เนื้อทองจะไม่ประสานกัน ตีแล้วแตกทันที

นำส่วนผสมทั้งสามตามอัตราส่วนที่กำหนดไว้ใส่ในเบ้าหลอมลักษณะคล้ายถ้วยใบย่อม ๆ ซึ่งทำขึ้นจากดินเผาผสมแกลบเหมือนอิฐ แล้วหมกลงไปในถ่านไฟจนละลายเป็นเนื้อเดียวกัน เทออกเป็นแผ่นกลมในเบ้าที่มีน้ำหล่ออยู่ เอาขึ้นเผาไฟอีกที พอได้ที่ก็ลงมือตีแผ่ เขาใช้ สองคนผัดกันตีคนละที โดยใช้ค้อนขนาดใหญ่ คนหนึ่งต้องถือคีมไว้มือหนึ่ง   คอยจับขอบแผ่นทองให้ค่อย ๆ หันไปรอบ ๆ อีกมือก็ลงฆ้อมสลับไปเรื่อย ๆ จนเนื้อทองแข็งตีไม่ออก ก็เอากลับเข้าสุมถ่านไฟใหม่ พอได้ที่จึงคีบกลับมาตีอีก ทำดังนี้เไปเรื่อย ๆ จนขึ้นเป็นรูปขันตามขนาดที่ต้องการ วิธีตีแผ่นทองให้ขึ้นเป็นรูปขันนั้นต้องใช้ความชำนาญเป็นพิเศษ เพราะต้องกำหนดรู้เอาว่าเนื้อทองควรจะร้อนขนาดไหนจึงจะตีแผ่ออกได้ และกำลังค้อนที่ลงไปแต่ละทีก็ต้องไม่ให้หนักมือ หรือ เบาเกินไปถ้าหนักเนื้อก็จะขาด หากเบาก็แผ่ไม่ออก เรียกว่าต่างต้องรู้กำลังมือกันจึงจะตีแผ่เสมอออกได้เป็นรูปขัน

ขั้นที่ผ่านมานั้นเป็นงานใช้แรงจึงเหมาะสำหรับผู้ชาย ต่อไปนี้เป็นงานเบา ๆ ซึ่งใช้ผู้หญิงทั้งเด็กสาวหรือคนแก่ช่วยกันทำ คือนำขันที่ตีเป็นรูปไว้นั้นมาตีแต่งอีกทีเรียกว่าตีลาย คือคว่ำขันลงบนหลักเหล็กแล้วใช้ค้อนตีแต่งไปรอบ ๆ แล้วตะไบปากให้เรียบ เสร็จแล้วนำไปติดเข้ากับเครื่องกลึงเขาเรียกเครื่องกลึงนี้ว่าพระมอญ เป็นท่อนไม้ขนาดเท่าเสาเรือน ยาวประมาณ 1 เมตร ลักษณะคล้ายกองยาววางไว้ในแนวนอน มีเชือกหนังพันไว้เป็นสายพานไว้บนตัวพระมอญ คนหนึ่งคอยชักเชือกให้พระมอญหมุนกลับไปกลับมา อีกคนใช้ตะไบกรอผิวขันซึ่งติดด้วยชันหงายอยู่บนหัวพระมอญ การกลึงนี้ต้องใช้เท้าข้างหนึ่งช่วยประคองขันให้กระชับไปในตัวด้วย ขันใบหนึ่ง ๆ จึงสำเร็จด้วยน้ำพักน้ำแรงของคนอย่างแท้จริง

ครั้งกลึงเสร็จแล้วก็ถึงขั้นขัดเงา ตอนนี้เองที่เรียกว่าลงหิน คือสมัยก่อนใช้หินละเอียดผสมน้ำห่อผ้า เอาลงไปในขันแล้วเหยียบหรือคลึงขัดลบรอยต่าง ๆ ในขันจนขึ้นเงา เรียกกรรมวิธีตอนนี้ว่า ลงหิน สมัยนี้ก็ยังทำกันอยู่ แต่แทนที่จะใช้หิน เขาใช้เบ้าหลอมที่หลอมส่วนผสมให้เป็นเนื้อทองแต่ต้น ทุบให้ละเอียด ผสมน้ำ แล้วห่อผ้าลงขัดแทน เรียกว่าเหยียบเบ้า ต่อจากนั้นถ้าต้องการให้เป็นเงายิ่งขึ้น ก็เอามาขัดกับเครื่องขัดสมัยใหม่เป็นเครื่องปั่นด้วยแรงไฟฟ้า ทายาขัดจนเป็นมันวับอีกชั้นหนึ่ง

การทำขันลงหินสำเร็จด้วยวิธีดังกล่าวมานี้ และไม่เพียงขันเท่านั้น ภาชนะอื่น ๆ เช่น พาน ถาด ถ้วย เชิงเทียน กระทั่งชุดกาแฟ ช้อน มีด ฯลฯ ก็ใช้กรรมวิธีเดียวกันต่างแต่การตีแต่งหรือหลอมให้เป็นไปตามรูปที่ต้องการเท่านั้น อุตสาหกรรมขันลงหินเป็นงานใช้แรงคนทำโดยตลอด ไม่มีเครื่องจักรเข้ามาปน นอกจากเพิ่งมาเพิ่มเครื่องขัดในขั้นสุดท้ายนี้เท่านั้น ขันใบหนึ่ง ๆ จึงเป็นน้ำมือ หรือ ฝีมือของคนโดยแท้ เวลานี้เครื่องใช้ประเภทลงหินเป็นที่นิยมแก่ชาวต่างประเทศมาก มีร้านจำหน่ายที่สั่งทำจำนวนมากเป็นประจำ คนไทยที่นิยมใช้ก็มีอยู่แต่ในชนบท ส่วนชาวเมืองนั้นกลับไปใช้ขันอลูมิเนียม หรือ ขันเงินชุบ น่าเสียดายที่ขันลงหินอันเป็นขันที่มีสกุล ไม่แพ้โลหะประเภทใด ไทยเราไม่รู้จักใช้กัน ชาวบ้านบุนั้นภูมิใจในวิชาชีพของเขา เขาถือว่าเครื่องมือในการทำขันลงหินตลอดทั้งฝีมือของพวกเขานั้นสืบเนื่องมาแต่บรรพบุรุษ ล้วนเป็นของมีครู ถึงวันพระเขาจะหยุดทำงาน บ้างมีการนำมาลัยไปคล้องไว้กับพระมอญ เพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงพระคุณครูที่ทำให้พวกเขามีวิชาชีพเลี้ยงตัวมาได้จนทุกวันนี