วัดประดู่ฉิมพลี (หลวงปู่โต๊ะ)


วัดประดู่ฉิมพลี

วัดประดู่ฉิมพลี วัดที่โดดเด่นด้วยศิลปกรรมแบบรามัญ และพระเกจิอาจารย์ชื่อดังหลวงปู่โต๊ะ นอกจากจะเป็นวัดในสมัยโบราณแล้ว โบถส์ และพระเจดีย์ ยังมีเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นหนึ่งในวัดประวัติศาสตร์ที่ได้รับยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง

ประวัติศาสตร์และความเป็นมา

วัดประดู่ฉิมพลี มีชื่อเรียกกันว่า “ วัดประดู่นอก ”  “ วัดประดู่ใน ” (วัดประดู่ในทรงธรรม ) สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓ แล้วเสร็จในรัชกาลที่ ๔ ดำเนินการสร้างและสถาปนาโดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (มีพระอิสริยยศเป็นพระศรีพิพัฒนรัตนราชโกษา (ทัต  บุนนาค)) หมายถึง ผู้สำเร็จราชการในพระนครทุกสิ่งทุกพนักงาน ใช้ระยะเวลาในการสร้าง ๘ ปี บริบูรณ์ ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ มีเนื้อที่โดยประมาณ ๑๓ ไร่เศษ อาณาเขตวัดด้านหน้าจรดคลอง บางกอกใหญ่(บางหลวง) มีศาลาท่าน้ำ และล้านหน้าวัดกว้างขวาง

ความสำคัญ

เป็นวัดในสมัยเก่าฝั่งธนบุรี สังกัด มหานิกาย มีความเจริญรุ่งเรื่องเริ่มในสมัยของ พระเดชพระคุณหลวงปู่โต๊ะ เจ้าอาวาส  และในปี พ.ศ.๒๕๓๕ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง โดยกรมการศาสนา

ศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม

อุโบสถส์ ขนาดใหญ่ สร้างในรัชกาลที่ ๓ เป็นลักษณะศิลปมหายาน มีความกว้าง ๖ วา ๒ ศอก ยาว ๑๖ วา ตามแบบที่เรียกกันว่า "พระราชนิยม"  หมายถึง รูปแบบที่มั่นคงถาวรยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

พระเจดีย์ทรงรามัญ มีฐานกบบัลลังก์ เป็น แปดเหลี่ยม องค์เจดีย์กลม มีบัวประดับที่เชิงระฆัง และมีเครื่องประดับประดาตามแบบศิลปกรรมแบบรามัญทั้งหมด และในภายหลังมีการประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง

หอระฆังและหอะพระไตรปิฏก ในปัจจุบันมีการปรับปรุงเป็นหอสมุด

พระพุทธรูป เป็นศิลปสมัยสุโขทัย มีลักษณะเอิบอิ่ม ผิวดั่งทอง มีชื่อว่า "พระสุโขทัย" สมเด็จเจ้าพระยาฯ ได้อัญเชิญมาจาก วัดอ้อยช้าง มีขนาดเท่ากับพระศาสดา เป็นพุทธประดิษฐ์ฐานอยู่คู่ "วัดประดู่ฉิมพลี" มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ประวัติหลวงปู่โต๊ะ

พระราชสังวราภิมณฑ์ (โต๊ะ อินฺทสุวณฺโณ) (27 มีนาคม พ.ศ. 2430 – 5 มีนาคม พ.ศ. 2524) เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลี เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร หรือจังหวัดธนบุรีในอดีต เป็นพระคณาจารย์ที่รู้จักกันดี ด้วยวัตรอันปฏิบัติอันงดงามเป็นที่เคราพศรัทธาของชาวพุทธทุกชนชั้น ท่านถึงพร้อมด้วยบุญบารมีและอิทธิบารมี พระเครื่องของท่านมีปาฏิหาริย์ศักดิ์สิทธิ์ มีประสบการณ์เล่าขานมากมายจกเหนือจดใต้ทั่วประเทศไทย จนกลายเป็นพระหลักยอดนิยมของเมืองไทย ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 - 5 มีนาคม พ.ศ. 2524 จนกระทั่งมรณภาพ รวมสิริอายุได้ 93 ปี 73 พรรษา รวมระยะเวลานานถึง 68 ปี 

5 มี.ค.2524 สิ้น "หลวงปู่โต๊ะ"

พระราชสังวราภิมณฑ์ หรือ หลวงปู่โต๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2430 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 เป็นบุตรของนายพลอย และนางทับ รัตนคอน มีพี่น้องอยู่ร่วมกัน 2 คน ซึ่งถึงแก่กรรมไปก่อนหลวงปู่นานมาก

ในวัยเด็ก เด็กชายโต๊ะ ได้เข้าเรียนวิชาอยู่ที่วัดเกาะแก้ว ใกล้บ้านเกิดของท่าน เมื่อมารดาถึงแก่กรรม พระภิกษุแก้ว เห็นความขยันหมั่นเพียรของเด็กชายโต๊ะ จึงได้พาเด็กชายโต๊ะ มาฝากอยู่กับพระอธิการสุข เจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีในสมัยนั้น

ท่านเรียนหนังสืออยู่ที่วัดประดู่ฉิมพลีอยู่เป็นเวลาอยู่ 4 ปี ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุได้ 17 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2447 โดยมีพระอธิการสุขเป็นอุปัชฌาย์ บรรพชาได้วันเดียว “พระอธิการสุข” ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์และผู้อุปการะของท่านก็ได้มรณภาพ

นายคล้าย นางพันธ์ ซึ่งเป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ของพระอธิการสุข และมีบ้านอยู่ใกล้วัดประดู่ฉิมพลีจึงได้อุปการะท่านต่อมา เมื่อบรรพชาแล้ว ท่านก็มาเรียนศึกษาพระธรรมวินัยอยู่ที่ วัดประดู่ฉิมพลี ซึ่งต่อมามีพระอธิการคำ เป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา พร้อมทั้งเรียนกรรมฐานกับพระอาจารย์พรหม วัดประดู่ฉิมพลีอีกท่านหนึ่งด้วย

จนกระทั่งเมื่อมีอายุได้ 20 ปี สามเณรโต๊ะ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2450 ณ พัทธสีมา วัดประดู่ฉิมพลี โดยมีพระครูสมณธรรมสมาทาน (แสง) วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาทางธรรมว่า “อินทสุวัณโณ”

หลวงปู่โต๊ะสอบได้นักธรรมชั้นตรี ต่อมาพระอธิการคำ ได้มรณภาพลง ทางคณะสงฆ์จึงได้แต่งตั้งท่านให้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดประดู่ฉิมพลีสืบต่อมาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2456

เมื่อครั้งที่หลวงปู่โต๊ะยังมีชีวิตอยู่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ได้ทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสในปฏิปทาและจริยาวัตรของหลวงปู่เป็นอย่างยิ่ง

โดยได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ของทุกๆพระองค์ ไปยังวัดประดู่ฉิมพลี เพื่อทรงสดับคำสอนของหลวงปู่ และในบางโอกาส ก็ได้กราบอาราธนานิมนต์หลวงปู่ท่านไปแสดงธรรมยังภายในเป็นการส่วนพระองค์อีกด้วย

ท่านได้อาพาธครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2524 และก่อนมรณภาพได้เพียง 7 วัน ท่านลุกจากเตียงไม่ได้เลย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2524 เวลา 9:55 น. ท่านได้ถึงแก่มรณภาพลงด้วยอาการสงบ รวมสิริอายุได้ 93 ปี 73 พรรษา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดให้เชิญศพไปตั้งที่ศาลา 100 ปี วัดเบญจมบพิตร พระราชทานเกียรติยศศพเป็นพิเศษ เสมอพระราชาคณะชั้นธรรม พระราชทานโกศโถบรรจุศพ พร้อมฉัตรเบญจาเครื่องประกอบเกียรติยศครบทุกประการ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์แก่การศพโดยตลอด